สาระความรู้

Knowledge

  • 5 สมุนไพรตัวช่วยผิวใส ไกลสิว 5 สมุนไพรตัวช่วยผิวใส ไกลสิว

    0 ความคิดเห็น / ลงบทความเมื่อวันที่ โดย Warunya Rattanpithak

    ใครกำลังเผชิญ ปัญหาสิว กวนใจกันอยู่รึเปล่าคะ??

    ปัญหา "สิว" ที่ทุกคนไม่อยากเจอ แต่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเกิดจากปัจจัยหลายสิ่งที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน ทั้งความเครียด ฝุ่นควันมลภาวะ การดูแลรักษาความสะอาด แม้กระทั่งฮอร์โมนในร่างกายเราเอง

    วันนี้สบายใจมีเคล็ดลับมาแนะนำในการลดปัญหาสิว ให้ผิวหน้า
    ผิวกายสวยเรียบเนียนมาฝากกันค่ะ

    ด้วย 5 สมุนไพรตัวช่วยผิวใส ไกลสิว

    🌿ขมิ้นชัน
    นำผงขมิ้นชันบริสุทธิ์ มาผสมกับน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที ล้างออกให้สะอาด ขมิ้นชันและกรดจากน้ำมะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวอักเสบยุบลงได้ง่าย และช่วยทำให้รอยดำรอยแดงจากสิวจางลงอีกด้วย

    🌿ใบบัวบก
    นำใบบัวบกมาตำให้ละเอียด ผสมน้ำลงไปเล็กน้อย จากนั้นให้นำมาโปะพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วค่อยเอาออกและล้างหน้าให้สะอาด คุณสมบัติของใบบัวบกจะช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวค่อย ๆ ยุบลง และหายเร็วขึ้น แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดริ้วรอยได้อีกด้วยจ้า

    🌿ว่านหางจระเข้
    ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลดสิว และลดรอยดำได้ เพียงแค่นำเนื้อใส ๆ ของว่านหางจระเข้มาทาบริเวณที่เป็นสิวเป็นประจำ เพียงเท่านี้หน้าของคุณก็จะสวยใสไกลสิวได้ในเร็ววัน

    🌿มะขามเปียก
    นำมะขามเปียกมาละลายน้ำพอข้น ๆ ผสมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้จะช่วยให้สิวอักเสบยุบและแห้งลง อีกทั้งยังช่วยให้รอยสิวจางลงได้ดี ริ้วรอยด่างดำไม่ถามหา

    🌿เปลือกมังคุด
    ช่วยในการลดการอักเสบของสิว และยับยั้งเชื่อแบคทีเรีย โดยนำเปลือกมังคุด มาบดผสมกับน้ำเปล่าแล้วนำมาพอกหน้า หลังจากนั้นให้ล้างออก เพียงเท่านี้ปัญหาเรื่องสิว ก็จะค่อยๆหมดไป

    แต่ถ้าใครไม่อยากวุ่ยวายในการหาสมุนไพรสด ที่สบายใจ มีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลปัญหาสิวอีกมากมาย ที่พร้อมหยิบใช้อย่างสะดวกสบายเพื่อการดูแลผิวเป็นประจำสม่ำเสมอ ให้ปัญหาหิวเลิกมากวนใจคุณนะคะ

    ใครกำลังเผชิญ ปัญหาสิว กวนใจกันอยู่รึเปล่าคะ??

    ปัญหา "สิว" ที่ทุกคนไม่อยากเจอ แต่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเกิดจากปัจจัยหลายสิ่งที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน ทั้งความเครียด ฝุ่นควันมลภาวะ การดูแลรักษาความสะอาด แม้กระทั่งฮอร์โมนในร่างกายเราเอง

    วันนี้สบายใจมีเคล็ดลับมาแนะนำในการลดปัญหาสิว ให้ผิวหน้า
    ผิวกายสวยเรียบเนียนมาฝากกันค่ะ

    ด้วย 5 สมุนไพรตัวช่วยผิวใส ไกลสิว

    🌿ขมิ้นชัน
    นำผงขมิ้นชันบริสุทธิ์ มาผสมกับน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที ล้างออกให้สะอาด ขมิ้นชันและกรดจากน้ำมะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวอักเสบยุบลงได้ง่าย และช่วยทำให้รอยดำรอยแดงจากสิวจางลงอีกด้วย

    🌿ใบบัวบก
    นำใบบัวบกมาตำให้ละเอียด ผสมน้ำลงไปเล็กน้อย จากนั้นให้นำมาโปะพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วค่อยเอาออกและล้างหน้าให้สะอาด คุณสมบัติของใบบัวบกจะช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวค่อย ๆ ยุบลง และหายเร็วขึ้น แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดริ้วรอยได้อีกด้วยจ้า

    🌿ว่านหางจระเข้
    ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลดสิว และลดรอยดำได้ เพียงแค่นำเนื้อใส ๆ ของว่านหางจระเข้มาทาบริเวณที่เป็นสิวเป็นประจำ เพียงเท่านี้หน้าของคุณก็จะสวยใสไกลสิวได้ในเร็ววัน

    🌿มะขามเปียก
    นำมะขามเปียกมาละลายน้ำพอข้น ๆ ผสมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้จะช่วยให้สิวอักเสบยุบและแห้งลง อีกทั้งยังช่วยให้รอยสิวจางลงได้ดี ริ้วรอยด่างดำไม่ถามหา

    🌿เปลือกมังคุด
    ช่วยในการลดการอักเสบของสิว และยับยั้งเชื่อแบคทีเรีย โดยนำเปลือกมังคุด มาบดผสมกับน้ำเปล่าแล้วนำมาพอกหน้า หลังจากนั้นให้ล้างออก เพียงเท่านี้ปัญหาเรื่องสิว ก็จะค่อยๆหมดไป

    แต่ถ้าใครไม่อยากวุ่ยวายในการหาสมุนไพรสด ที่สบายใจ มีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลปัญหาสิวอีกมากมาย ที่พร้อมหยิบใช้อย่างสะดวกสบายเพื่อการดูแลผิวเป็นประจำสม่ำเสมอ ให้ปัญหาหิวเลิกมากวนใจคุณนะคะ

    อ่านต่อ

  • อบเชย หอมละมุน ประโยชน์มากมาย Benefits of Cinnamon

    0 ความคิดเห็น / ลงบทความเมื่อวันที่ โดย Warunya Rattanpithak

    #อบเชย หรือ #cinnamon ที่หลายๆ คนรู้จัก ขึ้นชื่อในเรื่องของความหอมละมุน วันนี้เรามาลองดูประโยชน์ของอบเชยต่อสุขภาพกันบ้างนะคะ

    #อบเชย เป็นเครื่องยาหรือเครื่องเทศที่ได้มาจากการขูดเอาเปลือกชั้นออกให้หมด แล้วลอกเปลือกชั้นในออกจากแก่นลำต้น โดยใช้มีดกรีดตามยาวของกิ่ง แล้วนำไปผึ่งในที่ร่มสลับกับตากแดดประมาณ 5 วัน และในขณะที่ตากให้ใช้มือม้วนเอาขอบทั้งสองข้างเข้าหากัน เมื่อเปลือกแห้งแล้วจึงมัดรวมกัน โดยเปลือกอบเชยที่ดีนั้นจะต้องเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีสนิม มีรสสุขุม เผ็ด หวานเล็กน้อย และมีกลิ่นหอมละมุนแบบเฉพาะ

    สรรพคุณของอบเชย
    🍃 เปลือกต้นและเนื้อไม้ มีรสเผ็ด หวานชุ่ม มีกลิ่นหอม เป็นยาร้อนออกฤทธิ์ต่อไต ม้าม และกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยกระจายความเย็นในร่างกาย ทำให้เลือดหมุนเวียนดี
    🍃 ใช้ปรุงผสมเป็นยาหอมและยานัตถุ์ ทำให้สดชื่น แก้ปวดศีรษะ แก้อาการอ่อนเพลีย
    🍃 ช่วยบำรุงดวงจิต บำรุงธาตุ ช่วยชูกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย
    🍃 มีฤทธิ์ร้อน ช่วยบำรุงธาตุไฟในระบบไต ตับ ม้าม และหัวใจ
    🍃 สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ ด้วยการใช้ผงอบเชยที่หาซื้อได้ทั่วไปที่เป็นแท่งนำมาบด โดยให้ใช้ผงอบเชยหนัก 1 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น
    🍃 มีสรรพคุณช่วยทำให้ร่างกายมีความสามารถในการใช้อินซูลินเพื่อการสันดาปกลูโคสได้ดีขึ้น อบเชยสามารถลดการดื้ออินซูลินทำให้เซลล์ต่าง ๆ นำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานให้หมดไปไม่ค้างอยู่ในเลือด สมุนไพรอบเชยจึงเหมาะสมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับผู้เป็นโรคเบาหวาน ให้ใช้อบเชยวันละ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 1,200 มิลลิกรัม โดยให้แบ่งการรับประทานออกเป็น 4 มื้อ ซึ่งจะได้ผงอบเชยในปริมาณ 300 มิลลิกรัม หรือมีขนาดเท่ากับแคปซูลเบอร์ 1 แต่สำหรับผู้ไม่เป็นเบาหวานสามารถกินได้วันละ 500-600 มิลลิกรัม หรือประมาณวันละ 2 แคปซูล
    🍃 ช่วยย่อยสลายไขมัน ควบคุมระดับไขมันในเลือด และคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ให้มีระดับต่ำลง
    🍃 ช่วยต้านมะเร็ง เพราะมสารคลีเซอไรซินเข้มข้น
    🍃 ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
    🍃 ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนของสตรี

    ข้อมูลโดย : เมดไทย

    #อบเชย หรือ #cinnamon ที่หลายๆ คนรู้จัก ขึ้นชื่อในเรื่องของความหอมละมุน วันนี้เรามาลองดูประโยชน์ของอบเชยต่อสุขภาพกันบ้างนะคะ

    #อบเชย เป็นเครื่องยาหรือเครื่องเทศที่ได้มาจากการขูดเอาเปลือกชั้นออกให้หมด แล้วลอกเปลือกชั้นในออกจากแก่นลำต้น โดยใช้มีดกรีดตามยาวของกิ่ง แล้วนำไปผึ่งในที่ร่มสลับกับตากแดดประมาณ 5 วัน และในขณะที่ตากให้ใช้มือม้วนเอาขอบทั้งสองข้างเข้าหากัน เมื่อเปลือกแห้งแล้วจึงมัดรวมกัน โดยเปลือกอบเชยที่ดีนั้นจะต้องเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีสนิม มีรสสุขุม เผ็ด หวานเล็กน้อย และมีกลิ่นหอมละมุนแบบเฉพาะ

    สรรพคุณของอบเชย
    🍃 เปลือกต้นและเนื้อไม้ มีรสเผ็ด หวานชุ่ม มีกลิ่นหอม เป็นยาร้อนออกฤทธิ์ต่อไต ม้าม และกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยกระจายความเย็นในร่างกาย ทำให้เลือดหมุนเวียนดี
    🍃 ใช้ปรุงผสมเป็นยาหอมและยานัตถุ์ ทำให้สดชื่น แก้ปวดศีรษะ แก้อาการอ่อนเพลีย
    🍃 ช่วยบำรุงดวงจิต บำรุงธาตุ ช่วยชูกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย
    🍃 มีฤทธิ์ร้อน ช่วยบำรุงธาตุไฟในระบบไต ตับ ม้าม และหัวใจ
    🍃 สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ ด้วยการใช้ผงอบเชยที่หาซื้อได้ทั่วไปที่เป็นแท่งนำมาบด โดยให้ใช้ผงอบเชยหนัก 1 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น
    🍃 มีสรรพคุณช่วยทำให้ร่างกายมีความสามารถในการใช้อินซูลินเพื่อการสันดาปกลูโคสได้ดีขึ้น อบเชยสามารถลดการดื้ออินซูลินทำให้เซลล์ต่าง ๆ นำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานให้หมดไปไม่ค้างอยู่ในเลือด สมุนไพรอบเชยจึงเหมาะสมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับผู้เป็นโรคเบาหวาน ให้ใช้อบเชยวันละ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 1,200 มิลลิกรัม โดยให้แบ่งการรับประทานออกเป็น 4 มื้อ ซึ่งจะได้ผงอบเชยในปริมาณ 300 มิลลิกรัม หรือมีขนาดเท่ากับแคปซูลเบอร์ 1 แต่สำหรับผู้ไม่เป็นเบาหวานสามารถกินได้วันละ 500-600 มิลลิกรัม หรือประมาณวันละ 2 แคปซูล
    🍃 ช่วยย่อยสลายไขมัน ควบคุมระดับไขมันในเลือด และคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ให้มีระดับต่ำลง
    🍃 ช่วยต้านมะเร็ง เพราะมสารคลีเซอไรซินเข้มข้น
    🍃 ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
    🍃 ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนของสตรี

    ข้อมูลโดย : เมดไทย

    อ่านต่อ

  • กล้วย ประโยชน์ไม่ธรรมดา Bananas, Benefit not ordinary

    0 ความคิดเห็น / ลงบทความเมื่อวันที่ โดย Thanet Sanongchalee

    กล้วย ประโยชน์ไม่ธรรมดา </div>
          <div class= Bananas, Benefit not ordinary

    🍌กล้วย (Banana) 🍌ผลไม้มากประโยชน์ที่ทุกคนคุ้นหน้าตากันดี มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหักมุก เป็นต้น แต่สำหรับต่างชาติแล้วกล้วยที่นิยมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกล้วยหอม เนื่องจากกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ถ้าพูดถึงเรื่องประโยชน์แล้วมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุชัดเจนว่าการรับประทานกล้วยแค่ 2 ลูกจะช่วยเพิ่มพลังงานในร่างกายได้เทียบเท่ากับการออกกำลังกายถึง 90 นาทีเลยทีเดียว! เพราะกล้วยอุดมไปด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติรวมถึง 3 ชนิดเลย นั่นก็คือ ซูโครส กลูโคส และฟรุกโทส ซึ่งช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายนั่นเอง

    🍌นอกจากนี้แล้วในกล้วยยังอุดมไปด้วยเส้นใยและกากอาหาร และยังมีวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และวิตามินซี เป็นต้น

    🍌ในกล้วยนั้นมีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากกว่าแอปเปิลถึง 2 เท่า โดยมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีโปรตีนมากกว่า 4 เท่า วิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่าด้วยกัน ! โดยการกินกล้วยจะให้ผลดีที่สุดคือกินตอนเช้า เพราะจะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดี และการกินกล้วยทุกวัน วันละ 2 ผลถือเป็นสิ่งที่ดีและวิเศษมาก ๆ จะกล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าก็ได้ทั้งนั้น

    👍ประโยชน์ของการกินกล้วย

    1. กล้วยช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้เป็นปกติ
    2. กล้วยอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และวิตามินซี
    3. ช่วยเพิ่มพลังให้แก่สมองของคุณ เพราะมีสารที่ช่วยทำให้มีเกิดสมาธิและมีการตื่นตัวตลอดเวลา
    4. กล้วยก็มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเหมือนกันนะ ที่ช่วยในการชะลอความแก่ตัวของร่างกายนั่นเอง
    5. กล้วยมีส่วนช่วยในการลดความอ้วนได้ เพราะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ลดอาการอยากกินของจุกจิกลงได้พอสมควร
    6. สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ กล้วยคือคำตอบสำหรับคุณ
    7. ช่วยลดอาการเมาค้างได้ดีระดับหนึ่ง เพราะจะช่วยชดเชยน้ำตาลที่ร่างกายขาดไปในขณะดื่มแอลกอฮอล์
    8. เป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะในกล้วยมีวิตามินเอ ซี บี 6 บี 12 โพรแทสเซียม และแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นจากการเลิกนิโคติน
    9. ช่วยรักษาอาการท้องผูก เพราะกล้วยมีเส้นใยและกากอาหารซึ่งจะช่วยให้ขับถ่ายได้อย่างปกติ
    10. ช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้ เพราะในกล้วยมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งจะช่วยในการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางหรือผู้ที่อยู่ในสภาวะขาดกำลัง
    11. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงหรือเส้นเลือดฝอยแตกได้
    12. สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะหรือกระเพาะอักเสบ การรับประทานกล้วยบ่อย ๆ ถือเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะกล้วยมีสภาพเป็นกลาง มีความนิ่มและเส้นใยสูง
    13. ช่วยรักษาแผลในลำไส้เรื้อรัง เพราะกล้วยมีสภาพเป็นกลาง ทำให้ไม่เกิดการระคายเคืองในผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย
    14. ช่วยรักษาโรคซึมเศร้า ภาวะความเครียด เพราะกล้วยมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Tryptophan ซึ่งช่วยในการผลิตสาร Serotonin หรือฮอร์โมนแห่งความสุข จึงมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น


    ข้อมูลโดย : เมดไทย

    อ่านต่อ

  • วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

    0 ความคิดเห็น / ลงบทความเมื่อวันที่ โดย Thanet Sanongchalee


    วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

    ข้าว เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อประเทศและสังคมไทยอย่างยิ่ง รวมไปถึงยังมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งยังถือได้ว่าเป็นอาหารหลักของคนทั้งชาติ

    การกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชฯ (พระอิสสริยยศในขณะนั้น) เพื่อทอดพระเนตรการทำนาที่อำเภอบางเขน และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ทั้งได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองในแปลงนา  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อชาวสยามและข้าวไทยและเป็นวาระสำคัญ ต่อกิจกรรมข้าวไทย  ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของ คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการผลิตในการกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”

    เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของข้าว รวมทั้งเพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ ชาวนา นอกจากนี้ยังมุ่งหวังที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับยุวชนของเขา  ซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดการปลูกข้าวในอนาคต กิจกรรมที่จะจัดขึ้นใน #วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ จะประกอบด้วยกิจกรรมทางด้านวิชาการและ กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วโลกได้รู้จักคุณภาพและคุณ ค่าทางวัฒนธรรมรวมทั้งความก้าวหน้าทางวิชาการของข้าวไทยมากยิ่งขึ้น

    ข้อมูลโดย news.trueid.net


    วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

    ข้าว เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อประเทศและสังคมไทยอย่างยิ่ง รวมไปถึงยังมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งยังถือได้ว่าเป็นอาหารหลักของคนทั้งชาติ

    การกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชฯ (พระอิสสริยยศในขณะนั้น) เพื่อทอดพระเนตรการทำนาที่อำเภอบางเขน และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ทั้งได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองในแปลงนา  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อชาวสยามและข้าวไทยและเป็นวาระสำคัญ ต่อกิจกรรมข้าวไทย  ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของ คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการผลิตในการกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”

    เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของข้าว รวมทั้งเพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ ชาวนา นอกจากนี้ยังมุ่งหวังที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับยุวชนของเขา  ซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดการปลูกข้าวในอนาคต กิจกรรมที่จะจัดขึ้นใน #วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ จะประกอบด้วยกิจกรรมทางด้านวิชาการและ กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วโลกได้รู้จักคุณภาพและคุณ ค่าทางวัฒนธรรมรวมทั้งความก้าวหน้าทางวิชาการของข้าวไทยมากยิ่งขึ้น

    ข้อมูลโดย news.trueid.net

    อ่านต่อ

  • ทานาคา Thanaka

    0 ความคิดเห็น / ลงบทความเมื่อวันที่ โดย Thanet Sanongchalee

    thanaka-ทานาคา

    ทานาคา

    ผงบดสีเหลืองนวลทำมาจากเปลือกไม้ของ #ต้นทานาคา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ของประเทศพม่า ที่ชาวพม่าส่วนใหญ่นิยมใช้ทาทั้งบนใบหน้าหรือตามผิวกายทั้งชายและหญิง ต้นทานาคาเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นที่พบได้มากในประเทศพม่า และต้องมีอายุราว 15-35 ปีก่อนที่จะนำไปขัดเป็นผงทานาคา

    🌳สาวพม่ารู้จักการนำทานาคามาใช้กันกว่า 2000 ปี ซึ่งขั้นตอนในการทำครีมทานาคานั้นมาจากการขูดเนื้อไม้ส่วนที่เป็นเปลือก ลำต้น และ รากของต้นทานาคามากรองกับน้ำ เทลงบนหินขัดที่เรียกว่า Kyauk Pyin ซึ่งมีรูอยู่รอบๆแผ่นหินสำหรับให้น้ำได้ซึมลงไป

    🌳ประโยชน์ของทานาคา ผงทานาคานั้นสามารถใช้ทาได้ทั่วผิวกายตั้งแต่หัวจรดเท้า มีกลิ่นหอม เป็นไม้เนื้อเย็น ให้ความรู้สึกเย็นสบาย จึงเหมาะที่จะเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงความงาม ด้วยคุณสมบัติเด่น
    🌞ช่วยป้องกันแสงแดดได้เป็นอย่างดี
    🌝ทั้งยังมีคุณสมบัติในการรักษาสิว
    😥ควบคุมความมัน
    ☺️บำรุงให้ผิวเนียนนุ่มขึ้น

    Thanaka

    Crushed yellow powder is made from the bark of # Tanaka tree, which is unique. Of Burma The Burmese are most commonly used on both face and body skin. Tanaka is a perennial plant found in Myanmar. And must be around 15-35 years before being polished to powder Tanaka.

    The Burmese girl is known to have used Tanaka for over 2000 years. The process of making Tanaka cream is by scraping the wood, the bark, the trunk and the root of the Tanaka plant, much to the water. Pour it onto a sandstone called Kyauk Pyin, which has holes around the stone for water to penetrate.

    Benefits of Tanaka Tanaka powder can be applied across the body from head to toe, scent is cool wood. Cool It is suitable for beauty products. Features
    🌞 help to protect the sun as well.
    🌝 Both have acne treatment properties.
    😥 control it
    ☺️ nourish the skin smooth and soft.

    อ่านต่อ