0 ความคิดเห็น / ลงบทความเมื่อวันที่ โดย Warunya Rattanpithak

เก๋ากี้ หรือโกจิเบอร์รี (GOJI BERRY) สมุนไพรจีนที่ขึ้นชื่อยาอายุวัฒนะ และช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ ? 

เก๋ากี้ โกจิเบอร์รี่

 

😍 โกจิเบอร์รี (GOJI BERRY) นี่คือชื่อในวงการอินเตอร์ค่ะ แต่แท้จริงแล้วโกจิเบอร์รีก็คือเก๋ากี้ สมุนไพรจีนที่มีมานานเป็นประวัติกาลเลยทีเดียว โดยโกจิเบอร์รีเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งในตระกูลเบอร์รี มีสรรพคุณเด่น ๆ ที่คนในแถบเอเชียรู้จักกันดีในเรื่องความอุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุด

นอกจากนี้ผลการวิจัยของ Dr.Earl Mindell ยังช่วยตอกย้ำความจริงที่ว่า ผลโกจิเบอร์รีให้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก โดยมีกรดอะมิโน 19 ชนิด มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการรวม 21 ชนิด ได้แก่ สังกะสี เหล็ก ทองแดง แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซิลีเนียม และเจอร์มาเนียม (ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง) มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 500 เท่า มีวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และวิตามินอี ช่วยปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ และช่วยฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่ถูกทำลายจากสารเคมีหรือรังสีให้กลับสู่ภาวะป­กติได้เร็วขึ้น

🤾‍♂️โกจิเบอร์รี เพื่อการลดน้ำหนัก ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

Dr.Earl Mindell ได้ค้นคว้าประโยชน์ของโกจิเบอร์รีแล้วพบว่า โกจิเบอร์รีช่วยเปลี่ยนอาหารที่เรากินเข้าไปให้เป็นพลังงานแทนไขมัน ดังนั้นจะบอกว่าโกจิเบอร์รีช่วยลดน้ำหนักได้ก็ไม่ผิดนัก

อีกทั้งโกจิเบอร์รียังอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิดอย่างที่กล่าวไปข้างต้น จึงนับเป็นซูเปอร์ฟู้ด ชนิดหนึ่งที่ให้พลังงานกับร่างกายได้เต็มเปี่ยม นอกจากนี้โกจิเบอร์รียังมีรสหวานจากกลูโคส และมีไฟเบอร์สูงพอสมควร จึงช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดให้เราไม่รู้สึกหิวจุบจิบ แถมไฟเบอร์ที่มีอยู่ก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ลดความอยากอาหารสารพัดอย่าง และช่วยลดปริมาณอาหารที่จะกินในมื้อต่อ ๆ ไปได้

มาถึงตรงนี้ ประเด็นที่ว่าโกจิเบอร์รีช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหมก็คงได้คำตอบกันไปแล้วนะคะ แต่นอกจากประโยชน์ในเรื่องลดความอ้วนแล้ว โกจิเบอร์รียังมีประโยชน์ตามนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ โกจิเบอร์รี่ ยังมีสรรพคุณอีกมากมายเลยทีเดียวค่ะ

🤗 เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีความสุข

จากผลการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Alternative and Complementary Medicine เมื่อปี 2008 พบว่า อาสาสมัครที่ดื่มน้ำโกจิเบอร์รีเป็นประจำ นาน 15 วัน มีแนวโน้มสุขภาพแข็งแรงขึ้น อธิบายให้ชัดคือรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากกว่าที่เคยเป็น นอนหลับได้ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้นด้วย

ซึ่งเมื่อทดลองดื่มน้ำโกจิเบอร์รีต่อไปเรื่อย ๆ ก็ค้นพบว่า กลุ่มอาสาสมัครมีความเครียดน้อยลง ความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าลดลง ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และมีแนวโน้มความสุขสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มทดลองที่ไม่ได้ดื่มน้ำโกจิเบอร์รีเป็นประจำ

🤗 ปกป้องผิวจากรังสียูวี

ผลการทดลองกับหนูที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Photochemical and Photobiological Sciences ปี 2010 พบว่า หนูที่กินน้ำโกจิเบอร์รีจะมีแนวโน้มต้านรังสียูวีและการอักเสบที่เกิดจากรังสียูวีแผดเผาได้มากกว่าหนูที่ไม่ได้กินน้ำโกจิเบอร์รี

ทั้งนี้นักวิจัยได้อ้างผลการศึกษาไว้ว่า อาจเป็นเพราะสารต้านอนุมูลอิสระในผลโกจิเบอร์รี ที่มีส่วนช่วยปกป้องและรักษาผิวจากรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

🤗 บำรุงสายตา

โกจิเบอร์รีมีสารทัวรีน (Taurine) ซึ่งผลการศึกษาจาก Optometry and Vision Science เมื่อปี 2011 พบว่า สารทัวรีนมีคุณสมบัติบำรุงสายตาให้แจ่มใส โดยเฉพาะสายตาของผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาสายตาอันสืบเนื่องมาจากโรคเบาหวาน

🤗 ต้านเซลล์มะเร็ง

ด้วยความที่โกจิเบอร์รีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก จึงสามารถปกป้องเซลล์ร่างกายจากการถูกทำลายด้วยเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระของโกจิเบอร์รียังช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เกิดการอักเสบ ปกป้องเซลล์จากความเสื่อมต่าง ๆ และป้องกันการเกิดเนื้องอกได้อีกด้วยนะคะ

โดยทั้งหมดนี้เราก็ไม่ได้กล่าวขึ้นมาลอย ๆ แต่ยืนยันด้วยผลการศึกษาจากวารสาร Agricultural and Food Chemistry เมื่อปี 2008 ต่างหากจ้า

🤗 มีประโยชน์ต่อตับ และป้องกันอัลไซเมอร์

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology พบว่า ผลโกจิเบอร์รีช่วยลดความเสียหายของตับในหนูทดลองที่ได้รับสารเคมีที่เป็นพิษลงได้ โดยนักวิจัยคาดว่าคุณสมบัติในการป้องกันนี้อาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระในโกจิเบอร์รีนั่นเอง

นอกจากนี้การศึกษาเบื้องต้นในสัตว์ทดลองยังพบว่า โกจิเบอร์รีอาจช่วยให้น้ำตาลในเลือดสมดุล และนักวิจัยคาดว่านี่ยังอาจช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ด้วย

🎈โกจิเบอร์รี กินอย่างไร

แต่เดิมคนจีนมักจะนำโกจิเบอร์รีหรือเก๋ากี้ไปใส่ในซุป ใส่ลงไปในถ้วยชา เพราะส่วนมากแล้วเราจะเห็นโกจิเบอร์รีในรูปแบบอบแห้งมากกว่าผลสด ๆ จึงต้องนำโกจิเบอร์รีอบแห้งไปแช่หรือผสมในอาหารประเภทน้ำ ๆ หรือเหล่าเครื่องดื่มอย่างชา ไวน์ น้ำผลไม้ปั่น เป็นต้น

ทว่าจริง ๆ แล้วโกจิเบอร์รีก็มีความคล้ายคลึงกับลูกเกดไม่น้อยนะคะ อีกทั้งปัจจุบันก็มีโกจิเบอร์รีอบแห้งที่สามารถกินเล่นเพลิน ๆ วางจำหน่ายแล้วด้วย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าหากจะนำโกจิเบอร์รีไปผสมกับโยเกิร์ต สลัด ขนมปังปิ้ง หรือในซีเรียลก็ได้เช่นกัน หรือใครจะลองหาซื้อน้ำโกจิเบอร์รีสำเร็จรูปมาดื่มก็สะดวกดี

🤔โกจิเบอร์รี กินแค่ไหนถึงจะดี ?

อย่างที่บอกว่าปัจจุบันนี้มีโกจิเบอร์รีในรูปผลไม้อบแห้ง ซึ่งกินเล่นได้สบาย ๆ ดังนั้นหลายคนอาจกังวลว่าจะบริโภคโกจิเบอร์รีมากเกินความพอดีหรือเปล่า ซึ่งปริมาณที่ควรบริโภคโกจิเบอร์รีควรจะอยู่ที่ 6-18 กรัมต่อวัน ส่วนน้ำโกจิเบอร์รีก็ไม่ควรดื่มเกินวันละ 4 ออนซ์ (ประมาณ 118 มิลลิลิตร) นะคะ และอย่าลืมบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามสัดส่วนที่พอดีด้วย

ทั้งนี้ก่อนรับประทานโกจิเบอร์รีอาจต้องลองปรึกษาแพทย์ก่อนด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต หรือผู้ที่กินยาบางอย่างเป็นประจำ เพราะโกจิเบอร์รีอาจส่งผลกระทบโดยตรงกับตัวยาบางชนิดได้ เช่น ยาลดความดันโลหิตและยาขยายหลอดเลือด เป็นต้น

ข้อมูลโดย : Lisa GURU

เก๋ากี้ หรือโกจิเบอร์รี (GOJI BERRY) สมุนไพรจีนที่ขึ้นชื่อยาอายุวัฒนะ และช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ ? 

เก๋ากี้ โกจิเบอร์รี่

 

😍 โกจิเบอร์รี (GOJI BERRY) นี่คือชื่อในวงการอินเตอร์ค่ะ แต่แท้จริงแล้วโกจิเบอร์รีก็คือเก๋ากี้ สมุนไพรจีนที่มีมานานเป็นประวัติกาลเลยทีเดียว โดยโกจิเบอร์รีเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งในตระกูลเบอร์รี มีสรรพคุณเด่น ๆ ที่คนในแถบเอเชียรู้จักกันดีในเรื่องความอุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุด

นอกจากนี้ผลการวิจัยของ Dr.Earl Mindell ยังช่วยตอกย้ำความจริงที่ว่า ผลโกจิเบอร์รีให้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก โดยมีกรดอะมิโน 19 ชนิด มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการรวม 21 ชนิด ได้แก่ สังกะสี เหล็ก ทองแดง แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซิลีเนียม และเจอร์มาเนียม (ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง) มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 500 เท่า มีวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และวิตามินอี ช่วยปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ และช่วยฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่ถูกทำลายจากสารเคมีหรือรังสีให้กลับสู่ภาวะป­กติได้เร็วขึ้น

🤾‍♂️โกจิเบอร์รี เพื่อการลดน้ำหนัก ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

Dr.Earl Mindell ได้ค้นคว้าประโยชน์ของโกจิเบอร์รีแล้วพบว่า โกจิเบอร์รีช่วยเปลี่ยนอาหารที่เรากินเข้าไปให้เป็นพลังงานแทนไขมัน ดังนั้นจะบอกว่าโกจิเบอร์รีช่วยลดน้ำหนักได้ก็ไม่ผิดนัก

อีกทั้งโกจิเบอร์รียังอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิดอย่างที่กล่าวไปข้างต้น จึงนับเป็นซูเปอร์ฟู้ด ชนิดหนึ่งที่ให้พลังงานกับร่างกายได้เต็มเปี่ยม นอกจากนี้โกจิเบอร์รียังมีรสหวานจากกลูโคส และมีไฟเบอร์สูงพอสมควร จึงช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดให้เราไม่รู้สึกหิวจุบจิบ แถมไฟเบอร์ที่มีอยู่ก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ลดความอยากอาหารสารพัดอย่าง และช่วยลดปริมาณอาหารที่จะกินในมื้อต่อ ๆ ไปได้

มาถึงตรงนี้ ประเด็นที่ว่าโกจิเบอร์รีช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหมก็คงได้คำตอบกันไปแล้วนะคะ แต่นอกจากประโยชน์ในเรื่องลดความอ้วนแล้ว โกจิเบอร์รียังมีประโยชน์ตามนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ โกจิเบอร์รี่ ยังมีสรรพคุณอีกมากมายเลยทีเดียวค่ะ

🤗 เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีความสุข

จากผลการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Alternative and Complementary Medicine เมื่อปี 2008 พบว่า อาสาสมัครที่ดื่มน้ำโกจิเบอร์รีเป็นประจำ นาน 15 วัน มีแนวโน้มสุขภาพแข็งแรงขึ้น อธิบายให้ชัดคือรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากกว่าที่เคยเป็น นอนหลับได้ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้นด้วย

ซึ่งเมื่อทดลองดื่มน้ำโกจิเบอร์รีต่อไปเรื่อย ๆ ก็ค้นพบว่า กลุ่มอาสาสมัครมีความเครียดน้อยลง ความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าลดลง ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และมีแนวโน้มความสุขสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มทดลองที่ไม่ได้ดื่มน้ำโกจิเบอร์รีเป็นประจำ

🤗 ปกป้องผิวจากรังสียูวี

ผลการทดลองกับหนูที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Photochemical and Photobiological Sciences ปี 2010 พบว่า หนูที่กินน้ำโกจิเบอร์รีจะมีแนวโน้มต้านรังสียูวีและการอักเสบที่เกิดจากรังสียูวีแผดเผาได้มากกว่าหนูที่ไม่ได้กินน้ำโกจิเบอร์รี

ทั้งนี้นักวิจัยได้อ้างผลการศึกษาไว้ว่า อาจเป็นเพราะสารต้านอนุมูลอิสระในผลโกจิเบอร์รี ที่มีส่วนช่วยปกป้องและรักษาผิวจากรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

🤗 บำรุงสายตา

โกจิเบอร์รีมีสารทัวรีน (Taurine) ซึ่งผลการศึกษาจาก Optometry and Vision Science เมื่อปี 2011 พบว่า สารทัวรีนมีคุณสมบัติบำรุงสายตาให้แจ่มใส โดยเฉพาะสายตาของผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาสายตาอันสืบเนื่องมาจากโรคเบาหวาน

🤗 ต้านเซลล์มะเร็ง

ด้วยความที่โกจิเบอร์รีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก จึงสามารถปกป้องเซลล์ร่างกายจากการถูกทำลายด้วยเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระของโกจิเบอร์รียังช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เกิดการอักเสบ ปกป้องเซลล์จากความเสื่อมต่าง ๆ และป้องกันการเกิดเนื้องอกได้อีกด้วยนะคะ

โดยทั้งหมดนี้เราก็ไม่ได้กล่าวขึ้นมาลอย ๆ แต่ยืนยันด้วยผลการศึกษาจากวารสาร Agricultural and Food Chemistry เมื่อปี 2008 ต่างหากจ้า

🤗 มีประโยชน์ต่อตับ และป้องกันอัลไซเมอร์

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology พบว่า ผลโกจิเบอร์รีช่วยลดความเสียหายของตับในหนูทดลองที่ได้รับสารเคมีที่เป็นพิษลงได้ โดยนักวิจัยคาดว่าคุณสมบัติในการป้องกันนี้อาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระในโกจิเบอร์รีนั่นเอง

นอกจากนี้การศึกษาเบื้องต้นในสัตว์ทดลองยังพบว่า โกจิเบอร์รีอาจช่วยให้น้ำตาลในเลือดสมดุล และนักวิจัยคาดว่านี่ยังอาจช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ด้วย

🎈โกจิเบอร์รี กินอย่างไร

แต่เดิมคนจีนมักจะนำโกจิเบอร์รีหรือเก๋ากี้ไปใส่ในซุป ใส่ลงไปในถ้วยชา เพราะส่วนมากแล้วเราจะเห็นโกจิเบอร์รีในรูปแบบอบแห้งมากกว่าผลสด ๆ จึงต้องนำโกจิเบอร์รีอบแห้งไปแช่หรือผสมในอาหารประเภทน้ำ ๆ หรือเหล่าเครื่องดื่มอย่างชา ไวน์ น้ำผลไม้ปั่น เป็นต้น

ทว่าจริง ๆ แล้วโกจิเบอร์รีก็มีความคล้ายคลึงกับลูกเกดไม่น้อยนะคะ อีกทั้งปัจจุบันก็มีโกจิเบอร์รีอบแห้งที่สามารถกินเล่นเพลิน ๆ วางจำหน่ายแล้วด้วย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าหากจะนำโกจิเบอร์รีไปผสมกับโยเกิร์ต สลัด ขนมปังปิ้ง หรือในซีเรียลก็ได้เช่นกัน หรือใครจะลองหาซื้อน้ำโกจิเบอร์รีสำเร็จรูปมาดื่มก็สะดวกดี

🤔โกจิเบอร์รี กินแค่ไหนถึงจะดี ?

อย่างที่บอกว่าปัจจุบันนี้มีโกจิเบอร์รีในรูปผลไม้อบแห้ง ซึ่งกินเล่นได้สบาย ๆ ดังนั้นหลายคนอาจกังวลว่าจะบริโภคโกจิเบอร์รีมากเกินความพอดีหรือเปล่า ซึ่งปริมาณที่ควรบริโภคโกจิเบอร์รีควรจะอยู่ที่ 6-18 กรัมต่อวัน ส่วนน้ำโกจิเบอร์รีก็ไม่ควรดื่มเกินวันละ 4 ออนซ์ (ประมาณ 118 มิลลิลิตร) นะคะ และอย่าลืมบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามสัดส่วนที่พอดีด้วย

ทั้งนี้ก่อนรับประทานโกจิเบอร์รีอาจต้องลองปรึกษาแพทย์ก่อนด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต หรือผู้ที่กินยาบางอย่างเป็นประจำ เพราะโกจิเบอร์รีอาจส่งผลกระทบโดยตรงกับตัวยาบางชนิดได้ เช่น ยาลดความดันโลหิตและยาขยายหลอดเลือด เป็นต้น

ข้อมูลโดย : Lisa GURU

0 ความคิดเห็น

ลงความคิดเห็น

ความคิดเห็นของบทความทั้งหมดถูกกำหนดให้ลงประกาศแล้ว